Get Adobe Flash player

ค้นหา

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
5091919

whosonline

มี 173 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

ประเพณีลอยกระทง

 

ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีโบราณของไทยแต่ไม่ปรากฏหลัก

ฐานชัดเจนว่าทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่ปรากฏกล่าวได้ว่ามีมาตั้งแต่

สุโขทัยเป็นราชธานีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง

สันนิษฐาน ว่าเดิมทีเดียวเห็นจะเป็นพิธีของพราหมณ์ กระทำเพื่อบูชา

พระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม คือพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมา

ได้ถือตามแนวทางพระพุทธศาสนามีการชักโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริก

ธาตุพระจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท

ซึ่งประดิษฐาน ณ หาดทราย แม่น้ำนัมมทา

        ในสมัยสุโขทัยนางนพมาศพระสนมของพระร่วงได้คิดทำกระทงถวาย

เป็นรูปดอกบัวและรูปต่าง ๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหลพระร่วงเจ้าทรงพอ

พระราชหฤทัยกระทงดอกบัวของนางนพมาศมากจึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยง

อย่าง และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุง

รัตนโกสินทร์ด้วยเหตุนี้กระทงรูปดอกบัวจึงปรากฏมาจนทุกวันนี้ แต่เปลี่ยน

ชื่อเรียกว่า"ลอยกระทงประทีป"ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ได้ทรงตัดพิธีต่าง ๆ

ที่เห็นว่าสิ้นเปลืองออกต่อมาในรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ได้ทรงฟื้นฟูพระ

ราช พิธีนี้อีก ปัจจุบันนี้การลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่

หัวทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัยแต่พิธีของชาว

บ้านยังทำกันอยู่เป็นประจำตลอดมา

     การลอยกระทงนั้น จะมีการจุดธูป จุดเทียนปักบนสิ่งที่ไม่จมน้ำ และจะ

ประดิษฐ์เป็นรูปต่างๆ เช่น กระทงเรือ แพ ดอกบัวแล้วนำไปปล่อยให้ลอย

ไปตามน้ำ สมัยก่อนกระทงทำด้วยใบตอง ใบพลับพลึง กาบมะพร้าว

ปัจจุบันนิยมใช้โฟมและพลาสติก ซึ่งย่อยสลายยาก ทำให้เป็นผลเสียต่อ

สิ่งแวดล้อมและยังทำให้ท่อระบายน้ำอุดตัน ทำให้น้ำท่วมขังและสิ่งที่ควบ

คู่ไปกับการลอยกระทงก็คือ การจุดดอกไม้ไฟชนิดต่างๆซึ่งเป็นที่นิยมกัน

มากในปัจจุบันซึ่งดูเหมือนจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะนอกจากเกิด

เสียงรบกวนแล้วยังอาจเกิดอันตรายเมื่อระเบิดถูกร่างกายหรือเกิดเพลิง

ไหม้ได้ และยังเป็นการสิ้นเปลืองเงิน โดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย ในการ

เล่นดอกไม้ไฟเราจึงควรระวังอย่าให้ประเพณีที่มีแต่ความดีงามต้อง

กลายเป็นความน่ากลัวไป

     การลอยกระทง เป็นประเพณีที่อยู่ควบคู่กับคนไทยมาช้านานตั้งแต่

สมัยสุโขทัยเราในฐานะลูกหลานคนไทยจึงควรช่วยกันรักษาไว้อย่าให้ประ

เพณีนี้ต้องเสื่อมและหมดคุณค่าลงเพราะเรา เพื่อทำให้ การลอยกระทง

เป็นประเพณีที่คงไว้ซึ่งความเป็นไทยและงดงามคงอยู่สืบไป นานเท่านาน..

 

    คติที่ถือกันมา เกี่ยวกับการลอยกระทง

    คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงถือว่ามีอยู่มากมายหลายตำนานแตก

ต่างกันไปแต่ที่ ควรจะทราบไว้ประดับความรู้ จะได้เอาไว้เล่าให้เพื่อนคน

อื่น ๆ ฟังได้มีดังนี้
          ๑. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
          ๒. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์
          ๓. การลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันที่เสด็จกลับ

จากเทวโลกเมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อทรง

เทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
          ๔. การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า

ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานทีเพื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรด

ในนาคพิภพ
          ๕. การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่

บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
          ๖. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้น

พรหมโลก
          ๗. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุดตเถระซึ่งบำเพ็ญเพียร

บริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล

        ลอยกระทง. . .กับคุณค่าทางสังคม
        ลอยกระทง เป็นประเพณีในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ค่ำเดือน ๑๒ ปีนี้

ตรงกับวันพุธที่๑๖ พฤศจิกายน๒๕๔๘ ประเพณีลอยกระทง สืบทอด

มานานไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีมาแต่เมื่อไร ในพระราชนิพนธ์สมเด็จ

พระจุลจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เรื่องพระราชพิธี ๑๒ เดือน กล่าว

ไว้ว่า "การลอยพระประทีปกระทงนี้เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของ

ชนทั้งปวง ไม่เฉพาะแต่การหลวงแต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใด

ก็ไม่ได้ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้องเนื่องในการ

ลอยพระประทีปนั้นเว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำว่าลอยโคมลงน้ำ

เช่นที่กล่าวมาแล้วแต่ควรนับว่าเป็นราชประเพณี ซึ่งมีมาในแผ่นดิน

สยามแต่โบราณตั้งแต่พระนครยังอยู่ฝ่ายเหนือ" ส่วนในหนังสือตำรับ

ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ในพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัช

กาลที่ ๓ หรือตำนานนางนพมาศพระสนมเอกของพระมหาธรรมราชา-

ลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัยได้กล่าวถึงการเสด็จประพาสลำน้ำ

ตามพระราชพิธีในเวลากลางคืนมีรับสั่งให้พระสนมนางในตกแต่งกระ

ทงประดับดอกไม้ธูปเทียนนำไปลอยหน้าพระที่นั่งในคราวนั้นท้าวศรีจุ-

ฬาลักษณ์ได้ประดิษฐ์กระทงเป็นรูป ดอกบัวโกมุทขึ้นด้วยเห็นว่าเป็น

ดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าวสมควร

ทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปสักการะรอยพระพุทธบาทซึ่งเมื่อ

พระร่วงเจ้าได้รับทราบถึงความหมาย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า"

แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนด

นักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะ

บูชาพระพุทธบาทนัมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" ด้วยเหตุนี้ ภายหลัง

ประเพณีของหลวงจึงถูกเรียกว่า"ลอยพระประทีป"

     ต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนเรียกเป็น "ลอยกระทง ทรงประทีป"แล้วเปลี่ยน

เป็นลอยกระทงแทนภายหลัง ส่วนรอยพระพุทธบาทเล่ากันว่าพระยานาค

ได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าทรงเหยียบประดิษฐานไว้บนหาดทรายริมฝั่งแม่

น้ำนัมมทา (อยู่ในอินเดีย) ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หน้าน้ำพระยานาคก็จะ

ขึ้นมานมัส

       -การรอยพระพุทธบาท

       การลอยกระทงที่คล้าย ๆ กับของไทยเรายังมีในจีน อินเดีย เขมร

และพม่า จะต่างกันก็เพียงพิธีกรรมและ ความเชื่อ แม้ในไทยเองก็มีความ

เชื่อความศรัทธาในเรื่องนี้อย่างหลากหลาย เช่น เชื่อว่าลอยกระทงเพื่อ
       - บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระ

เกศาของพระพุทธเจ้า
       - บูชาพระอุปคุตเถระ ที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึกหรือสะ

ดือทะเลซึ่งตำนานเล่าว่าเป็นพระเถระที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญา-

มารได้
       - ต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรด

พระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
       - แสดงความขอบคุณและขอขมาพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้

มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ
       - ระลึกถึงและส่งของไปให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับตลอดจนสะเดาะ

เคราะห์หรือลอยทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆรวมทั้งอธิษฐานเพื่อขอสิ่งที่ปรารถนา

          แม้จะเกิดจากความเชื่อที่แตกต่างกันไปแต่ส่วนใหญ่คือการระลึก

ถึงผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธองค์ พระแม่คงคาหรือบรรพชนผู้ล่วง

ลับด้วยการลอยกระทงไปแสดง ความกตัญญูรู้คุณ นั่นเองนอกจากนี้ในทาง

วัฒนธรรมวิถีชีวิต ลอยกระทงยังมีคุณค่าต่อเนื่องไปถึง
     - คุณค่าต่อครอบครัว ทำให้พ่อ แม่ลูก ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น

ช่วยกันประดิษฐ์กระทงและไปลอย ร่วมกัน
    - คุณค่าต่อชุมชนทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน

ทำให้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ สนุกสนานร่วมกันทั้งยังช่วยสืบทอดช่าง

ฝีมือท้องถิ่น
   - คุณค่าต่อศาสนา เช่น มีการทำบุญให้ทานถือศีลที่วัด หรือบูชารอย

พระพุทธบาทนำมาซึ่งการน้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
   - คุณค่าต่อสังคมทำให้เอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความ

สำคัญของแหล่งน้ำลำคลอง ที่ได้ใช้สอยอำนวยประโยชน์ต่อเราทั้งทาง

ตรงและอ้อมโดยช่วยกันขุดลอกให้สะอาดไม่ทิ้ง สิ่งปฏิกูล

       อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าปัจจุบันการจัดประเพณีลอยกระทงแทบ

จะเป็นรูปแบบเดียวกันหมด นั่นคือมุ่งเน้นความสนุกรื่นเริงเป็นหลักมุ่ง

หวังด้านการท่องเที่ยวและรายได้เป็นสำคัญที่สร้างปัญหารำคาญใจแก่

ชาวบ้านมากคือ การจุดประทัด พลุและดอกไม้ไฟกันอย่างคึกคะนอง

และเล่นโดยไม่เลือกสถานที่ จนก่อให้เกิดเพลิงไหม้หรือบาดเจ็บ ซ้ำ

ร้ายกว่านั้นยังมีการดื่มของมึนเมา (จนมีคำประชดว่า"คนไทยเมาได้

ทุกเทศกาล") เมื่อเมาแล้วขาดสติก่อให้เกิดอุบัติเหตุทำให้ตนเอง

หรือผู้อื่นพิการหรือเสียชีวิต บางแห่งก็เน้นประกวดความงามจนชัก

นำหนุ่มสาวไปสู่ค่านิยมที่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย สิ่งเหล่านี้กำลังจะทำให้

ประเพณีลอยกระทงที่เคยงดงามด้วยความเชื่อ ความศรัทธากลายรูป

แบบและคุณค่าเหลือแต่ความอลังการ ฉาบฉวย จริงอยู่เราคงไม่ปฏิเสธ

ว่าประเพณีเป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยไม่ตายตัว"แต่คุณค่า

ทางวัฒนธรรมต้องคงอยู่"หาไม่แล้วประเพณีจากมรดกทางวัฒนธรรม

ก็จะกลายเป็นแค่ "ซาก" ที่มีไว้ประดับเมือง เพิ่มราคาแต่ไม่ได้ประดับ

ใจให้ได้ปัญญา เอาเสียเลย
 

ลอยกระทงลอยทำไม

     ปัจจุบันแม้ประเพณีต่าง ๆ จะยังคงดำรงอยู่ในหลายท้องถิ่นแต่

คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆมักจะไม่ค่อยรู้ว่ามูลเหตุ

ใดจึงมีประเพณีนั้น ๆ เกิดขึ้น เช่นเดียวกับ “ลอยกระทง” อันเป็นอีก

ประเพณีหนึ่งคล้ายสงกรานต์ซึ่งเป็นนักขัตฤกษ์ (งานรื่นเริงตามฤดู

กาล)ที่ผู้คนทั่วประเทศทุกจังหวัดจัดกันเป็นประจำทุกปีเมื่อถึงวันเพ็ญ

เดือน ๑๒ ด้วยรูปแบบที่เกือบคล้ายคลึงกันจะต่างกันบ้างก็คงเป็น

เพียงวัสดุและรูปแบบกระทงที่นำไปลอยเท่านั้นซึ่งนอกเหนือไปจาก

ความสนุกสนานแล้ว ความหมายที่แท้จริงของการไป “ลอยกระทง”

เป็นอย่างไร ทำไมถึงต้องลอยกัน เชื่อว่าหลายคนจะยังไม่ทราบ อีก

ทั้ง “นางนพมาศ” ที่สมัยนี้มีการประกวดตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงรุ่นสาว

และกล่าวกันว่าเป็นสนมของพระร่วงในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น มีตัวตน

จริงหรือไม่เพื่อเป็นการเผยแพร่และแบ่งปันความรู้สู่สาธารณชน

กลุ่มประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรม การวัฒนธรรมแห่งชาติ

จึงขอนำข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ชื่อ“ลอยกระทงขอขมาธรรมชาติ”

ของ อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ มาบอกกล่าวเล่าต่อเพื่อให้ทราบกัน
 
     ลอยกระทง เป็นพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในชุมชนทั้งสุวรรณภู

มิหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพื่อ

ขอขมาต่อธรรมชาติอันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยงตลอดจนพืชและสัตว์

ที่เกื้อกูลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์มนุษย์จึงมีชีวิตเจริญเติบ

โตขึ้นได้แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าลอยกระทงเริ่มมีมาแต่เมื่อ

ไร แต่พิธีกรรมเกี่ยวกับ“ผี” ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ มีอยู่ กับผู้คน

ในชุมชนสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนรับ

ศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดีย
 
       ผีสำคัญยุคแรก ๆ คือผีน้ำ และ ผีดิน ซึ่งต่อมาเรียกชื่อด้วยคำ

ยกย่องว่า“แม่พระคงคา” กับ “แม่พระธรณี”มีคำพื้นเมืองนำหน้าว่า

“แม่”ที่หมายถึงผู้เป็นใหญ่ผู้คนในสุวรรณภูมิรู้ว่าที่มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะ

น้ำ และ ดิน เป็นสำคัญ และ น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นบ่อเกิด

ของสิ่งมีชีวิตดังนั้นเมื่อคนเรามีชีวิตอยู่รอดได้ปีหนึ่งจึงทำพิธีขอขมา

ที่ได้ล่วงล้ำก้ำเกินโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น เหยียบย่ำถ่ายของเสีย

หรือทำสิ่งอื่นใดที่ไม่เหมาะสมเสียครั้งหนึ่งขณะเดียวกันก็ทำพิธีบูชา

พระคุณไปพร้อมกันด้วยการใช้วัสดุที่ลอยน้ำได้ใส่เครื่องเซ่นไหว้ให้

ลอยไปกับน้ำ อาทิ ต้นกล้วยกระบอกไม้ไผ่ กะลามะพร้าวฯลฯและช่วง

เวลาที่เหมาะสมที่คนเราเรียนรู้จากประสบการณ์ธรรมชาติ คือ สิ้นปี

นักษัตรเก่าขึ้นปีนักษัตรใหม่ ตามจันทรคติที่มีดวงจันทร์เป็นศูนย์กลาง

เพราะเป็นสิ่งที่มีอำนาจทำให้เกิดน้ำขึ้น น้ำลง ซึ่งวันสิ้นปีนักษัตรเก่า

ก็คือวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ เพราะเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุด

และเมื่อพ้นไปจากนี้ก็เริ่มขึ้น   ปีนักษัตรใหม่ เรียกเดือนอ้าย แปลว่า

เดือนหนึ่งตามคำโบราณนับหนึ่ง สอง สามฯลฯ ว่า อ้ายยี่ สาม เป็นต้น

และเมื่อเทียบช่วงเวลากับปฏิทินตามขขสุริยคติที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์

กลางก็จะตกราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี
 
       ช่วงเวลาต่อเนื่องกันนี้เองที่ทำให้ชุมชนโบราณมีพิธีกรรมเกี่ยว

กับน้ำหลายอย่างเพื่อวิงวอนขอ“แม่”ของน้ำอย่าให้นองหลากมากล้น

จนท่วมข้าวที่กำลังออกรวงเต็มที่มิฉะนั้นข้าวจะจมน้ำตายหมด อดกิน

ไปทั้งปี ดังมีกลอนเพลงเก่า ๆ ว่า“เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำ

ทรง เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง”ทำให้มีประเพณีแข่งเรือเสี่ยงทาย

และการร้องขอ ขับไล่น้ำให้ลงเร็ว ๆอย่าให้ท่วมข้าวและหลังจากรับ

ศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดียเมื่อราว ๒,๐๐๐ปีมาแล้ว ราชสำนัก

โบราณในสุวรรณภูมิก็ได้ปรับพิธีกรรม “ผี”เพื่อขอขมาน้ำและดินให้

เข้ากับศาสนาที่รับเข้ามาใหม่ ทำให้ความหมายเดิมเปลี่ยนไปกลายเป็น

การลอยกระทงเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและเทวดาซึ่งในส่วนนี้มีพยานหลัก

ฐานเก่าสุด คือรูปสลักพิธีกรรมทางน้ำคล้ายลอยกระทงที่ปราสาท

หินบายนในนครธม ทำขึ้นราวหลัง พ.ศ.๑๗๐๐แต่สำหรับชุมชนชาว

บ้านทั่วไปก็ยังเข้าใจเหมือนเดิม คือขอขมาแม่พระคงคาและแม่พระ

ธรณี ดังมีหลักฐานปรากฏอยู่ในเอกสารของลาลูแบร์ชาวฝรั่งเศสที่

บันทึกพิธีชาวบ้านในกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เอาไว้หลายตอน เช่น“ประชาชนพลเมืองจะแสดงความขอบคุณแม่

คงคาด้วยการตามประทีปโคมไฟขนาดใหญ่ (ในแม่น้ำ)อยู่หลายคืน..   

เราจะได้เห็นทั้งลำแม่น้ำเต็มไปด้วยดวงประทีปลอยน้ำ..” เป็นต้น
 
     สำหรับราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำและมีน้ำท่วม

นานหลายเดือนก็เป็นศูนย์กลางสำคัญที่จะสร้างสรรค์ประเพณีเกี่ยวกับน้ำ

ขึ้นมาให้เป็น  “ประเพณีหลวง” ของราชอาณาจักร ดังมีหลักฐานการตรา

เป็นกฎมนเทียรบาลว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จฯ ไปประกอบพิธีกรรมทาง

น้ำเพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งทางกสิกรรมของราษฎรและยังมีกระบวนเรือ

พยุหยาตราชลมารคเพื่อประกอบพระราชพิธีโดยเฉพาะนอกจากนี้ยังมีเอก

สารบันทึกอย่างเป็นทางการอยู่ในตำราพระราชพิธีกับวรรณคดีโบราณเช่น

โคลงทวาทศมาสที่มีการกล่าวถึงประเพณี“ไล่ชล” หรือไล่น้ำเพื่อวิงวอนให้

น้ำลดเร็ว ๆ เป็นต้น ซึ่งประเพณีหลวงอย่างนี้ไม่มีหลักฐานใด ๆ ปรากฏว่า

มีอยู่ในเมืองที่อยู่เหนือกรุงศรีอยุธยาขึ้นไป เช่นสุโขทัย ที่ตั้งอยู่บนที่ดอนน้ำ

ท่วมไม่ถึงจึงไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคส่วน

ตระพังหรือสระน้ำในสุโขทัยก็มีไว้เพื่อกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคอุปโภค

ของวัดและวังที่อยู่ในเมืองและมิได้มีไว้เพื่อกิจกรรมสาธารณะอย่างเช่น

ลอยกระทง ฯลฯ
        ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงที่บ้านเมืองมั่นคง

การศึกสงครามลดลงเกือบหมดการค้าก็มั่งคั่งขึ้นโดยเฉพาะกับจีน พระบาท

สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ฟื้นฟูประเพณีพิธีกรรมสำคัญเพื่อ

ความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักรและด้วยความจำเป็นในด้านอื่น ๆ อีก

จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ

ขึ้นมาโดยสมมุติให้ฉากของเรื่องเกิดขึ้นในยุคพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัยซึ่งตำ

ราดังกล่าวได้พูดถึงนางนพมาศว่าเป็นพระสนมเอกของพระร่วงที่ได้คิดประ-

ดิษฐ์กระทงใบตองเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้นด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บาน

ในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งสมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวาย

สักการะรอยพระพุทธบาทซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่ง

ถามถึงความหมายนางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยพระองค์

จึงมีพระราชดำรัสว่า“แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยาม

ประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ให้ทำโคมลอยเป็นรูป

ดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน”  
 
     ด้วยเหตุนี้จึงเกิดกระทง ทำด้วยใบตองแทนวัสดุ อื่นๆ แล้วนิยมใช้ลอย

กระทงมาแต่คราวนั้นตราบจนทุกวันนี้ ซึ่งตำราท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือ

นางนพมาศนี้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเชื่อว่าเป็นพระราชนิพนธ์

ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องจากสำนวนโวหารมีลักษณะ

ร่วมกับวรรณ กรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์อีกทั้งยังมีเพราะมีข้อความหลาย

ตอนที่แสดงให้เห็นว่าแต่งสมัยกรุงสุโขทัยไม่ได้ เช่นการอ้างถึงอเมริกัน

ปืนใหญ่ เป็นต้น ดังนั้น นางนพมาศ จึงเป็นเพียง “นางในวรรณคดี” มิ

ได้มีตัวตนอยู่จริง
 
    นอกจากนี้ ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยและเอกสารร่วมสมัยก็ไม่มีปรากฏ

ชื่อ “ลอยกระทง” แม้แต่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงก็มีแต่ชื่อ

“เผาเทียนเล่นไฟ” ที่มีความหมายอย่างกว้าง ๆ ว่า การทำบุญไหว้พระ

โดยไม่มีคำว่า“ลอยกระทง” อยู่ในศิลาจารึกนี้เลย ส่วนเอกสารและวรรณ

คดีสมัย กรุงศรีอยุธยาสมัยแรก ๆ ก็มีแต่ชื่อ ชักโคม ลอยโคม แขวนโคม

และลดชุดลอยโคมลงน้ำในพิธีพราหมณ์ของราชสำนักเท่านั้น และแม้แต่

ในสมัยกรุงธนบุรีก็ไม่มีชื่อนี้จนถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีปรากฏชัด

เจนในพระราชพงศาวดารแผ่นดิน รัชกาลที่ ๓  ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์

และเรื่องนางนพมาศ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๓  ซึ่งก็หมายความว่า คำว่า

“ลอยกระทง” เพิ่งปรากฏในต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง
 
     อย่างไรก็ดีไม่ว่าประเพณีลอยกระทงจะเกิดขึ้น และมีพัฒนาการมา

อย่างไรก็ตาม แต่ความหมายที่มีคุณค่ามหาศาลต่อสังคมปัจจุบันอันควร

เผยแพร่ให้เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางก็คือลอยกระทงแม่พระคงคา

ขอขมาธรรมชาติอันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยงเกื้อกูลความมีชีวิตให้มวล

มนุษย์ตลอดจนพืชและสัตว์ซึ่งการระลึกถึงพระคุณของธรรมชาตินี้เอง

จะช่วยให้เราเคารพและไม่ทำร้ายธรรมชาติจนส่งผลให้ธรรมชาติย้อน

กลับมาลงโทษมนุษย์ ดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน.

วิดีโอ

WatpaLA-Youtube