ตอนที่ ๓
พระไตรปิฎกกับพระสัทธรรม ๓
อีกแง่หนึ่ง พระพุทธศาสนานี้ ตัวแท้ตัวจริงถ้าสรุปง่ายๆ ก็เป็น ๓ ดังที่เรียกว่าเป็น สัทธรรม ๓ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปริยัติ ก็คือพุทธพจน์ที่เรานำมาเล่าเรียนศึกษา ซึ่งอยู่ในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก พุทธพจน็ไม่สามรถมาถึงเราได้ เราอาจกล่าวได้ว่า ปริยัติเป็นผลจากปฏิเวธ และเป็นฐานของการปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าเมื่อทรงบรรลุผลการปฏิบัติของพระองค์แล้วจึงทรงนำประสบการณ์ที่เป็นผลจากการปฏิบัติของพระองค์นั้นมาเรียบเรียงร้อยกรองสั่งสอนพวกเรา คือทรงสั่งสอนพระธรรมวินัยไว้ คำสั่งสอนของพระองค์นั้น ก็มาเป็นปริยัติของเรา คือเป็นสิ่งที่เราจะต้องเล่าเรียน แต่ปริยัติที่เป็นผลจากปฏิเวธนั้น หมายถังปฏิเวธของพระพุทธเจ้าโดยเฉพระ คือผลการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า และที่พระพุทธเจ้า และที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับเท่านั้น ไม่เอาผลการปฏิบัติของโยคี ฤษี ดาบส นักพรต ชีไพร อาจารย์ เจ้าลัทธิ หรือศาสดาอื่นใด
ถ้าไม่ได้เล่าเรียนปริยัติ ไม่รู้หลักคำสอนของพุทธเจ้าปฏิบัติของเราก็เขว ก็ผิด ก็เฉไฉ ออกนอกพระพุทธศาสนา ปฏิบัติผิด ก็ได้ผลที่ผิด หลอกตัวเองด้วยสิ่งที่พบซึ่งตนหลงเข้าใจผิด ปฏิเวธก็เกิดขึ้นไม่ได้
ถ้าไม่มีปฏิบัติเป็นฐาน ปฏิบัติและปฏิเวธก็พลาดหมด เป็นอันว่าล้มเหลวด้วยกัน
พูดง่ายๆ ว่า จากปฏิเวธของพระพุทธเจ้า ก็มาเป็นปริยัติของเราแล้ว เราก็ปฏิบัติตามปริยัตินั้น เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ก็บรรลุปฏิเวธอย่างพะพุทธเจ้า วงจรนี้ยังดำเนินไป พระศาสนาขอพระพุทธเจ้าก็ยังคงอยู่ปริยัติที่มาจากปฏิเวธของพระพุทธเจ้า เป็นฐานแห่งการปฏิบัติของพวกเราเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ก็จะอยู่ในพระไตรปิฎกนี่แหละ
ฉะนั้น มองในแง่นี้ก็ได้ความหมายว่า ถ้าเราจะรักษาปริยัติปฏิบัติ ปฏิเวธไว้ ก็ต้องรักษาพระไตรปิฎกนั่นเอง
ตกลงว่า ในความหมายที่จัดแบ่งตัวพระศาสนาเป็นสัทธรรมหรือบางทีแยกเป็นศาสนา ๒ คือ ปริยัติศาสนา กับปฏิบัติศาสนา นั้นรวมความก็อยู่ที่พระไตรปิฎกเป็นฐาน จึงต้อรักษาพระไตรปิฎกไว้ เมื่อรักษาพระไตรปิฎกได้ ก็รักษาพระพุทธศาสนาได้
พระไตรปิฎกกับไตรสิกขา
อีกแง่หนึ่ง เราอาจมองลึกลงไปถึงชั้นที่เอาพระพุทธศาสนาเนื้อเป็นตัวของเรา หรือเป็นชีวิตของเรานี่เอง
หรือเป็นตัวของแต่ละคนพระพุทธศาสนาในความหมายที่เป็นแก่นสารแท้ๆ ก็คือผลที่เกิดขึ้นเป็นความดี เป็นความเจริญก้าวหน้างอกงามข้า หรือเป็นการพัฒนาขึ้นของไตรสิกขาในชีวิตของเรานั้นเอง
พระพุธศาสนาชนเดที่เป็นเนื้อเป็นตัวชีวิตของเรานี้ ก็ต้องอาศัยพระตาปิฎกอีกเช่นกัน เพระว่าพระพุทธศาสนาในความหมายนี้ หมายถึงการที่สามารถละ โลภะ โทสะ โมหะ ได้ การที่จะละ โลภะโทสะ โมหะ ได้ก็ด้วยการปฏิบัติตาม ศีล สมาธิ ปัญญา
อนึ่ง ในการจัดระเบียบหมวดหมู่คำสอนเป็นพระไตรปิฎก ตามี่นิยมสืบกันมา จะนำแต่ละปิฎกไปเชื่อมโยงสัมพันธ์กับไตรสิกขาแต่ละข้อ ดังนี้
พระวินัยปิฎก เป็นแหล่งที่รวมศีลของพระสงฆ์ ทั้งศีล 227 ข้อในปาติโมกข์กับศีลนอกปาติโมกข์ พระวินัยปิฎก จึงถือเป็นเรื่อวินัย หรือเรื่องศีล คือการฝึกหัดพัฒนาพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและวาจา
พระสุตตันตปิฎก ความจริงมีครบหมด มีทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ท่านชี้ให้เห็นจุดเด่นของพระสุตตันตปิฎกว่าเน้นหนักในสมาธิ คือการพัฒนาด้านจิตใจ
พระอภิธรรมปิฎก เน้นหนักด้านปัญญา พูดอย่างปัจจุบันว่า เป็นเนื้อหาทางวิชาการล้วนๆ ยกเอาสภาธรรมที่ละเอียดประณีตลึกซึ้ง ขึ้นมาวิเคราะห์วิจัย จึงเป็นเรื่องของปัญญา ต้องใช้ปรีชาญาณอันลึกซึ้ง
ถ้าใครปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ที่แสดงไว้ในพระไตรปิฏกชีวิตของผู้นั้นจะกลายเห็นเหมือนตัวพระพุทธสาสนาเอง เหมือนดังว่าเรารักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิตของเรา ตราบใดชีวิตเรายังอยู่พระพุทะศาสนาก็ยังคงอยู่ เราอยู่ไหน เราเดินไปไหน พระพุทธศาสนาก็อยู่ที่นั่นและก้าวไปถึงนั่น
อย่างนี้เรียกว่าพระพุทธสาสนาอยู่ด้วยวิธีรักษาอย่างสูงสุด พูดได้ว่า พระไตรปิฎกเข้าอยู่ในเนื้อตัวของคนแล้ว ไม่ใช่อยู่แค่เป็นตัวหนังสือ
แต่ก่อนจะมาอยู่ในตัวคนได้ ก็ต้องมีคัมภีร์พะไตรปิฎกนี้แหละเป็นพระอาจารย์ที่เรียนมาจากพระไตรปิฎก หรือจากอาจารย์ที่เรียนมาจากอาจารย์รุ่นก่อน ที่เรียนมาจากพระไตรปิฎก ซึ่งอาจจะถ่ายต่อกันมาหลายสิบดอด ถ้าเราอ่านภาษาบาลีได้ ก็ไปค้นพระไตรปิฎกเอง ถ้าไม่ได้ก็ไปถามพระอาจารย์ผู้รู้ไห้ท่านชวยค้นให้ เมื่อค้นได้ความรู้ในหลักคำสอนมาแล้ว เราก็สามารถปฏิบัติถูกต้อง ให้เจริญงอกงามในศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สรุปว่า เราชาวพุทธอิงอาศัยพระไตรปิฎกโดยตรง ด้วยการนำหลักคำสอนมาปฏิบัติให้เกิดผลในชีวิตจริง
ติดตามอ่านตอนต่อไป ......